Home Articles กองทุนรวม

กองทุนรวม

วันนี้ พอดีนาย @medkung ถามเรื่องกองทุนรวมมา ก็เลยขออธิบายไปตามความเข้าใจ
ถ้า ผิด ตก บก พร่องงงง!! ประการใด ก็ feedback มาได้ครับ

(ภาพประกอบ ยืมมาจาก: http://www.planbnonprofitconsulting.com/?p=110)

========================

 

กองทุนรวมคืออะไร

กองทุนรวมคือ กองเงินกองหนึ่ง ที่รวมเงินจากรายย่อยอย่างเราๆท่านๆ ไปซื้อหลักทรัพย์ขนาดใหญ่ และบริหารทำกำไร เช่น เรามีเงินสองพัน เราคงซื้อหุ้นราคาเป็นร้อย หรือซื้อพันธบัตรต่างประเทศไม่ได้ด้วยตนเอง เราจึต้องรวมเงินคนอื่นไปซื้อพร้อมกัน จึงเป็นที่มาของการลงทุนในกองทุนรวมอย่างถูกกฎหมาย โดยไม่ต้องกลัวใครหลอกเอาเงินเราไปลงทุนอะไรไม่รู้ แบบที่เจอแก็งหลอกลวงกัน

กองทุนแต่ละกองทุน จะมี "บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน" คอยเป็นผู้บริหารอยู่ แต่กองทุนเองก็เป็นนิติบุคคล การขาดทุนกำไร ไม่เกี่ยวกับบริษัทฯ สำหรับผู้เริ่มต้น ที่พอมีเงินเก็บสักสองพัน ห้าพัน แต่เบื่อดอกเบี้ยเงินฝากต่ำเตี้ยเรี่ยดิน ผมแนะนำให้ลงทุนในกองทุนรวมตลาดเงิน (เดี๋ยวอธิบาย) ส่วนผู้ที่พอจะมีเงินมากหน่อย เป็นหมื่นขึ้นไป หรือถึงแสนถึงล้าน ก็ยังลงทุนได้ มีทั้งกองทุนรวมดัชนี กลุ่มอุตสาหกรรม กท.ต่างประเทศ ทองคำ น้ำมัน ซึ่งก็อยู่ตามความเสี่ยงที่แต่ละคนรับได้นั่นเอง ถ้าจะเริ่มซื้อกองทุน แนะนำว่าควรลองดู บลจ. ที่สนใจ ว่ามีเงื่อนไขอย่างไร แล้วจึงไปเปิดบัญชีกองทุน อาจจะเริ่มจากธนาคารที่มีเงินฝากอยู่ก็ได้ แต่ส่วนตัวไม่แนะนำ เพราะ บลจ. มีการเสนอขายกองทุนไม่เหมือนกัน

 

ประเภทของกองทุน

ย้อนกลับมาที่กองทุนตลาดเงินสำหรับผู้เริ่มต้น กองทุนตลาดเงินคือการรวมเอาเงิน ไปซื้อเงิน เช่น เอาไปซื้อตั๋วแลกเงิน พันธบัตร ฝากประจำ ฯลฯ ซึ่งเป็นอัตราความเสี่ยงต่ำ

กองทุนตลาดเงินตราสารภาครัฐระยะสั้น (มักมีชื่อทางการค้าอื่น) เป็นกองทุนที่เสี่ยงต่ำสุด คือ 1/10 ความเสี่ยงคือภาวะรัฐล้มเหลว ภาวะรัฐล้มเหลว และรัฐล้มละลาย คือรัฐไม่สามารถจ่ายเงินและผลตอบแทนให้เราได้ ตามที่เราซื้อตราสารไว้นั่นเอง แน่นอนว่ารัฐล้มเหลว เกิดยาก ... แต่ก็มีโอกาสเกิดได้ จึงจัดเป็นปัจจัยความเสี่ยงสำหรับตราสารภาครัฐ

ตราสารภาครัฐ (โดยมากจะเป็นพันธบัตร เช่น พธบ.ไทยเข้มแข็ง) คือ ลักษณะที่รัฐ ขอกู้เงินเราๆท่านๆ เพื่อเอาเงินไปใช้ และสัญญาว่าจะใช้คืนเรา ปัจจัยความเสี่ยงต่อมาคืออัตราดอกเบี้ย เช่น ถ้าเราซื้อพันธบัตรที่มีดอกเบี้ย 1.5% เมื่อดอกเบี้นเงินฝาก 1.25% ก็ดีไป แต่วันดีคืนดี ธนาคารฯ ปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยเป็น 1.75% เท่ากับว่า เราเสียโอกาสการลงทุนไปแล้ว เพราะเราไถ่ถอนจากพันธบัตรนั้นไม่ได้

พอเปลี่ยนมาดูกองทุนรวมในตลาดเงินที่ว่านี้ ถ้าลงทุนในกองทุนรวมระยะสั้น เราจะซื้อขายได้เมื่อเราต้องการ เช่น เดือนเดียว สัปดาห์เดียว เป็นต้น แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ผลตอบแทนกองทุนเหล่านี้มักอยู่ในระดับต่ำ คืออยู่ที่ไม่เกิน 2.5% ต่อปี (เฉลี่ยนที่พบคือ 1.7% ต่อปี)

ต่อมา ดูกองทุนที่เสี่ยงเพิ่มขึ้นดูบ้าง กองทุนกลุ่มที่สองที่แนะนำคือ หุ้นกู้เอกชน กลุ่มนี้คล้ายกับรัฐบาล คือ เอกชนอยากระดมทุน จึงขอกู้เงิน โดยออกหน่วยกู้เป็นหุ้น และสัญญาว่าจะจ่ายเงินต้นและดอกเบี้ย ก็ว่ากันไป ปัจจัยความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นคือ ถ้าบริษัทเจ๊ง/หรือเบี้ยวนัดชำระ เราก็จะไม่ได้ทั้งต้นทั้งดอก (อยากได้ก็ไปฟ้องเอา) ซึ่งผู้ซื้อหุ้นกู้ก็ควรจะพิจารณาตามความน่าเชื่อถือของบริษัทเอาเอง แต่ถ้าไม่มีความรู้พอ หรือยุ่งยากไป .. ก็ไปลงทุนในกองทุนรวมประเภทหุ้นกู้ ที่ผู้จัดการกองทุนเขาคอยดูให้อยู่ ว่าอันไหนน่าเชื่อถือ ฯลฯ

 

 

ถ้าพอรับความเสี่ยงได้แล้ว ... คราวนี้กระโดดขึ้นมาตลาดทุน มาดูหุ้นกันบ้าง หุ้น ต้องยอมรับว่าความผันผวนมีมาก ตามไม่ทัน ระหว่างวันขึ้นๆลงๆ แถมมีหลายตัวเลือกไม่ถูก -- แนะนำกองทุนรวมตราสารทุน ปกติ บลจ. จะจัดชุดการลงทุนไว้ให้ ว่า ชุดนี้ชุดนั้น มีอะไรบ้าง เหมือนซื้ออาหารเป็นชุด พูดง่ายๆคือเราไม่ต้องคอยลุ้นว่าระหว่างวันจะขึ้นจะลง เพราะ กองทุนรวมจะจัดการแทนเราเอง (ซึ่งก็อาจจะมีพลาดบ้างอะไรบ้าง)


ออกจากกองทุนหุ้นรวม ขึ้นมาเป็นกองทุนกลุ่มอุตสาหกรรม กองทุนกลุ่มอุตสาหกรรม มักเป็นการลงทุนเฉพาะทางที่เพิ่มขึ้นมา เช่น เราอยากลงเฉพาะ พลังงาน บลจ.ก็อาจจะมีชุดลงทุนนั้นๆ ให้เราเลือกลงทุนได้ ขยับขึ้นมาอีกเป็นการลงทุนในต่างประเทศ บางทีเราเบื่อตลาดหุ้นไทย แม่มผันผวนเพราะการเมืองเยอะ จนอยากหนีไปซื้อหุ้นต่างประเทศบ้าง อะไรบ้าง ... แต่ทำยังไงดี จึงมีกองทุนรวมที่ลงทุนในต่างประเทศให้เลือกลงทุน แล้วแต่จะเลือกตามอัธยาศัย ความเสี่ยงของการลงทุนในต่างประเทศคือ อัตราแลกเปลี่ยน และ การเมืองในประเทศปลายทาง เป็นหลัก เช่น หุ้นขึ้น แต่ค่าเงินตก .. ผลที่ได้อาจจะขาดทุน (ผมก็ขาดทุนอยู่เนี่ย)


สุดท้ายคือตราสารทางเลือก เช่น ทองคำ น้ำมัน สินค้าเกษตร อันนี้ราคาก็ผันผวนตามอุปสงค์ อุปทาน ... ถ้ามีปัญญาซื้อทองเป็นก้อน ไม่กลัวโจรปล้น ก็ตามสบาย แต่ถ้ามีแค่สองพัน ซื้อทองยังไม่ได้สลึง จะทำไง .... ก็ลงทุนในกองทุนรวมทองคำ เอาแทน เดี๋ยวเขารวมได้เยอะๆ เขาไปซื้อขายทองเอา กองทุนตราสารทางเลือกนี้ เราไม่ได้จับตัวสินทรัพย์ เช่น ผมซื้อกองทุนทองคำ แต่ทั้งเนื้อทั้งตัว ไม่มีทองเลยสักเส้น

 

.

.

เราจะได้เงินจากกองทุนอย่างไร

ผลตอบแทนของการลงทุนมีอยู่สองอย่างคือ แคปิตอลเกน(ผลกำไร) และ เงินปันผล แคปิตอลเกน คือ ผลที่กำไร หรือ ขาดทุน จากราคา "หน่วยลงทุน" ของกองทุนรวมนั้นๆ ส่วนเงินปันผล คือ ผลกำไรที่กองทุนดำเนินงานได้ เขาก็นำมาปันผลเรา ผลกำไรแคปปิตอลเกน นี้ ไม่ต้องเสียภาษี เพราะเป็น กำไรจากการซื้อขาย ขณะที่เงินปันผล ต้องเสียภาษีเงินได้ ตามปกติ กองทุนส่วนมากจึงไม่ค่อยจ่ายปันผลเท่าไร นิยมเอาไปลงทุนต่อ เพื่อเพิ่มมูลค่าแคปิตอลเกนแทน #เป็นนโยบายประหยัดภาษีดีดีนี่เอง

สุดท้ายคือ เรื่องราคา ที่คนสงสัยกัน ว่าราคามันเปลี่ยนได้ยังไง เอาอะไรมาวัด ราคานี่ เท่าที่ผมทราบคือ ราคารวมหลักทรัพย์ที่กองทุนถืออยู่ ตามสูตรการคำนวณ (NAV) ซึ่งบางทีรวมผลกำไรทบทุนด้วย จึงออกมาเป็นราคา ดังนั้น การซื้อกองทุนรวมแบบที่มีความผันผวนเยอะ จึงต้องอาศัยดัชนีชีวัด เพื่อพยากรณ์ราคาล่วงหน้า โดยทั่วไป เราจะไม่รู้มูลค่าของกองทุนในวันนี้ จนกว่าจะพรุ่งนี้ (เพราะต้องสรุปราคาเมื่อสิ้นสุดวัน) แต่ถ้าเรารู้มูลค่าคร่าวๆ ด้วยการเอาดัชนีชี้วัด มาคำนวณเอง ก็จะทำให้เราตัดสินใจในการ ซื้อ - ขาย - สับเปลี่ยน ได้ง่ายขึ้น

.

.

.

.

สุดท้าย

การลงทุนทุกประเภทมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลให้ชัดเจน และ กองทุนรวมเป็นนิติบุคคล บริษัทจัดการไม่ต้องชดใช้ในกรณีขาดทุน และ High Risk, High Return การลงทุนที่มีความเสี่ยงมาก ย่อมได้ผลตอบแทนที่น่าสนใจมากกว่า (และก็เจ็บมากกว่าด้วย)

สนใจลงทุนก็ศึกษากันให้ดีนะจ๊ะ เจ๊งแล้วจะหาว่าไม่เตือน ...

.

*ม้วนหางรัวๆ ปิดเซสชั่น*

 
Copyright © 2012 Thanyakij's Base. All Rights Reserved.
Joomla! is Free Software released under the GNU/GPL License.